บทความ

๖. อนุสสติ ๑๐

รูปภาพ
  อนุสสติ ๑๐ อนุสสติ หมายความว่า การระลึกเนืองๆ เป็นการระลึกถึงอยู่เนืองๆ เสมอๆ คือมีสติระลึก ถึงใน ๑๐ ประการ คือ ๑. พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ๒. ธัมมานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรมเป็นอารมณ์ ๓. สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์เป็นอารมณ์ ๔. สีลานุสสติ ระลึกถึงศีลที่ตนรักษาเป็นอารมณ์ ๕. จาคานุสสติ ระลึกถึงทานที่ตนบริจาคเป็นอารมณ์ ๖. เทวตานุสสติ ระลึกถึงคุณธรรมของเทวดาเป็นอารมณ์ ๗. อุปสมานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระนิพพานเป็นอารมณ์ ๘. มรณานุสสติ ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ ๙. กายคตาสติ ระลึกถึงลักษณะอาการของร่างกายส่วนต่างๆ  เป็นอารมณ์ ๑๐. อานาปานสติ ระลึกถึงลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ ๑. พุทธานุสสติ พุทธานุสสติ คือ การระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าเนืองๆ องค์ธรรม (สภาพธรรมที่ทำ หน้าที่ระลึก) ได้แก่ สติเจตสิกที่ในมหากุศลจิต ที่มีคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์  วิธีการปฏิบัติ การระลึกนั้นจะระลึกเป็นภาษาไทยหรือภาษาบาลีก็ได้ แต่ที่สำคัญก็คือต้องเข้าใจ และรู้ถึงความหมายนั้นๆ สำหรับผู้ปฏิบัติใหม่ควรไปสู่สถานที่สงัด รักษาจิตไว้ให้มั่นคง ไม่ถูกรบกวน จิตไม่ฟุ้งซ่าน พระพุทธคุ...

๕. อสุภะ ๑๐

รูปภาพ
 อสุภะ ๑๐ อสุภะ หมายถึง ไม่สวยงาม มุ่งหมายถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายของคนที่ตายไป การเจริญ อสุภกรรมฐานคือ การพิจารณาซากศพในลักษณะต่างๆกัน ๑๐ ลักษณะ ให้เห็นความน่าเกลียดไม่ สวยงาม โดยจะพิจารณาซากศพอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ใน ๑๐ ลักษณะ ได้แก่ ( เพิ่มเติมตามนัยวิสุทธิมรรค ) ๑. อุทธุมาตกะ ซากศพที่ขึ้นอืดพอง ๒. วินีลกะ ซากศพที่มีสีเขียวคล้ำ ๓. วิปุพพกะ ซากศพที่มีน้ำเหลือง แตกปริ ๔. วิจฉิททกะ ซากศพที่ถูกฟันขาดออกจากกันเป็น ๒ ท่อน  ๕. วิกขายิตกะ ซากศพที่ถูกสัตว์ เช่น สุนัข กา แร้ง ทึ้งแย่ง ๖. วิกขิตตกะ ซากศพที่กระจายเรี่ยราด ศีรษะ มือ เท้า อยู่คนละทาง  ๗. หตวิกขิตตกะ ซากศพที่ถูกสับฟันด้วยมีด ถูกแทงด้วยหอก ๘. โลหิตกะ ซากศพที่มีเลือดไหลอาบ ๙. ปุฬุวกะ ซากศพที่มีหนอนไชอยู่ทั่วร่าง ๑๐. อัฏฐิกะ ซากศพที่เหลือแต่กระดูก การพิจารณาซากศพหรือเจริญอสุภกรรมฐานทุกชนิด ผู้ปฏิบัติต้องยืนอยู่เหนือลม อย่ายืนใต้ ลม เพราะกลิ่นเน่าเหม็นของศพจะรบกวน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก อย่ายืนใกล้ หรือไกลเกินไป ต้องยืนในระยะให้เห็นซากศพชัดเจนทั้งร่าง ควรยืนกลางลำตัวศพ อย่ายืน ด้าน ศีรษะหรือปลายเท...

๔. กสิณ ๑๐

รูปภาพ
กสิณ ๑๐ กสิณ หมายถึง วัตถุอันจูงใจให้เข้าไปผูกอยู่ ทำให้คุมใจได้มั่น จิตใจไม่ฟุ้งซ่านซัดส่าย วัตถุที่ ใช้ในการเจริญกสิณมี ๑๐ อย่าง คือ ๑. ปฐวีกสิณ กสิณ ดิน ๒. อาโปกสิณ กสิณ น้้า ๓. เตโชกสิณ กสิณ ไฟ ๔. วาโยกสิณ กสิณ ลม ๕. นีลกสิณ กสิณ สีเขียว ๖. ปีตกสิณ กสิณ สีเหลือง ๗.โลหิตกสิณ กสิณ สีแดง ๘. โอทาตกสิณ กสิณ สีขาว ๙.อาโลกสิณ กสิณแสงสว่าง ๑๐. อากาสกสิณ หรือปริจฉินนากาสกสิณ กสิณที่ว่างหรือ อากาศ ๑. ปฐวีกสิณ (กสิณดิน)  ต้องเตรียมดินที่จะใช้เป็นองค์กสิณ โดยเลือกดินสีอรุณ หรือสีพระอาทิตย์แรกขึ้น มี ความเหนียวพอประมาณ เก็บสิ่งสกปรกที่ติดอยู่กับดินนั้นออกให้หมด ผสมกับน้ำนวดจนดินหมด ฝุ่นละออง คลึงแผ่เป็นแผ่นวงกลมกว้าง ๑ คืบ ๔ นิ้ว ทำหน้าดินให้เรียบเหมือนหน้ากลอง แต่งวงขอบ ของดินด้วยอีกสีหนึ่ง จะเป็นสีเขียวหรือสีขาวก็ได้ให้มีขนาดเส้นขอบประมาณหนึ่งกระเบียด ดวงกสิณนี้จะสร้างอยู่บนกระดาน บนผ้า บนกำแพง หรือบนดินก็ได้ แต่ต้องรักษาให้สะอาด เรียบร้อย และเรียบอยู่เสมอ เมื่อทำองค์กสิณเสร็จแล้วให้หาสถานที่สงบห่างไกลผู้คน เพื่อเพ่งปฐวีกสิณ โดยตั้งองค์กสิณไว้เบื้องหน้าในระดับสายตาไม่สูงหรือต่ำเกินไป นั่ง...

๓. ประโยชน์ของสมาธิ

รูปภาพ
ในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนมีความเครียด มีความวิตกกังวลกันมาก มีผู้คนจำนวนไม่น้อยพยายาม หาทางคลายความเครียดคลายความวิตกกังวลโดยการเจริญสมาธิ สมาธิมีประโยชน์ทำให้จิตใจสงบนิ่ง  ไม่สับสน ไม่กังวล ได้อย่างแท้จริง แต่สมาธิไม่ได้มีประโยชน์เพียงเพื่อคลายความเครียด ความวิตก  กังวลเท่านั้น ยังมีประโยชน์อีกมากมายหลายประการ ที่สำคัญที่สุดคือ สมาธิ หรือสัมมาสมาธิเป็นสิ่ง สำคัญในการบรรลุมรรคผลนิพพาน สมาธิเป็นองค์หนึ่งในอริยมรรรคมีองค์แปด พระพุทธองค์ได้ ทรงแสดงไว้ว่า “ สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทิฏฐธรรมสุขวิหาร  (การอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน) สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อการได้ ญาณทัสสนะ สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ สมาธิ ภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ” สรุป ประโยชน์ของสมาธิทั้งทางตรงและทางอ้อม มี ๔ ประการ คือ ประการที่ ๑    ประโยชน์ที่เป็นจุดหมายทางศาสนา คือ สมาธิเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการปฏิบัติเพื่อให้หลุด พ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง      ...